zokzaak

Just another Idatablog Dot Com เปิดเว็บบล็อคง่ายๆกับเรา weblog

Archive for the ‘ท่องเที่ยว’


อีสานคลาสสิก และ 8 สุดยอดแห่งที่ราบสูงอีสาน

อีสานคลาสสิก และ 8 สุดยอดแห่งที่ราบสูงอีสาน (อ.ส.ท.)

โดย อภินันท์ บัวหภักดี 

          อีสานวันนี้ แม้หลายสิ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลก แต่อีกสานก็ไม่เคยฮ่างอีสานที่เหมือนจะเซาซึม วันนี้กลับกลายเป็นแผ่นดินที่ควรค่าแก่ความภาคภูมิใจ ยิ่งในยุคที่โลกร้อนและอาหารแพง อีสารกลับเป็นดินแดนแห่งข้าวหอมมะลิ และกำลังจะชุ่มน้ำด้วยอภิมหาโครงการใหญ่ยักษ์หลายโครงการ แต่เหนืออื่นใด อีสานนี้แหละที่จะเป็นดินแดนหน้าบ้านของประเทศไทยในการออกไปรับหน้ากับการ เติบโตของอุษาคเนย์ ที่กำลังพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างรีบรุด
          วันนี้คนอีสานนับแสนภาคภูมิใจกับความเป็นแผ่นดินผืนที่กว้างใหญ่ที่สุดของ ประเทศ การมีประชากรมากที่สุดของประเทศ มีผู้แทนราษฎรจำนวนมากที่สุด และมีเมืองใหญ่ๆ ที่ใหญ่โตจริงๆ ทัดเทียมกันมากมายหลายเมืองด้วยกันผู้คนอีสานวันนี้ทำมาหากินขยันขันแข็ง กำลังงานวันก่อนที่ค่อยเริ่มสร้างบ้านแปลงเมืองเคยออกไปไขว่คว้าหา ประสบการณ์ต่างบ้าน ไม่เพียงไปในเมือง ในจังหวัดกรุงเทพฯ หรือประเทศไทย แต่บุกบั่นไกลไปทั่วโลก มาถึงวันนี้ได้นำเข้าอารยธรรมความเจริญ เงินตราความรู้ความคิดใหม่ๆ กลับมาพัฒนามาตุภูมิอย่างมีคุณค่าอเนกอนันต์

และเช่นเดียวกัน ในด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และความสวยงามตามธรรมชาติ อีสารก็มีสิ่งดีๆ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และเป็นความยิ่งใหญ่ ไม่เฉพาะเพียงของอีสาน หากยังเป็นเอกลักษณ์ความยิ่งใหญ่ของประเทศด้วยในขณะเดียวกันอีกหลายแง่หลาย มุม

"เมืองนี้ ดินดำน่ำชุม ปากุ่มบ้อน คือแข่แกงหาง ปานางบ้อน คือขางฟ่าลัน จักจั่นฮ้อง คือฟ่าลวงบน แตกจ้นจ้น เสียงปีบ โฮแซว เมืองนี้ มีสุแนวระบำลำฟ่อน"

 1. สุดยอดขุนเขาแห่งการท่องเที่ยว...ภูกระดึง

เมื่อ เอ่ยถึงภูเขา สิ่งที่ไปกันได้ดีก็คือเรื่องของการท่องเที่ยว เพราะบนภูเขามีสิ่งดึงดูดความสนใจให้ขึ้นไปเที่ยวชมมากมาย อย่างพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก ป่าใหญ่ๆ ดอกไม้ป่างามๆ น้ำตกบึ้มๆ หน้าผาและจุดชมวิวสวยๆ ไม่เพียงเท่านั้นอุณหภูมิบนภูเขาทั้งกลางวันกลางคืนก็หนาวเย็น สร้างบรรยากาศโรแมนติก ชวนให้เบียดกายใกล้ชิดสนิดแนบ เหมาะแก่การพาคู่รักหรือเพื่อนร่วมใจไปสนุกสนานเปลี่ยนบรรยากาศ ภูเขาจึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตติดอันดับของผู้คนทั่วโลก

แนว ทิวเขาของอีสานประกอบไปด้วยแนวทิวขาเพชรบูรณ์และแนวทิวเขาดงพญาเย็น ที่เป็นเสมือนสันกั้นพรมแดนระหว่างภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคอีสาน จากที่ราบลุ่มภาคกลางจะขึ้นสู่ที่ราบสูงอีสานก็ต้องทะลุแนวภูเขานี้ขึ้นไป ทั้งสิ้น ต่ำลงมาประชิดกับภาคตะวันออกชายฝั่งทะเล คือเทือกเขาสันกำแพง ที่ด้านหนึ่งเป็นจังหวัดปราจีนบุรีและสระแก้ว กับอีกด้านหนึ่งก็คือพื้นที่อำเภอโนนสูง เสิงสาง และครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ทิวเขานี้ยังเชื่อมโยงต่อไปถึงพนมดงรัก ซึ่งเป็นแนวกั้นอีสานกับดินแดนกัมพูชาและ สปป. ลาว และทั้งหมดนี้ก็คือ แนวภูเขาที่กั้นอีสานออกเป็นเอกเทศ แทบจะเป็นที่ราบกลมๆ บนที่สูง จากอีสานจะลงมาภาคกลางหรือไปภาคเหนือ อย่างไรเสียก็ต้องเจอภูเขา จะไปตามทางราบๆ ตลอดไม่ได้

นอกจากนี้ อีสานยังมีแนวเทือกเขาภูพานที่เป็นเส้นตัดขวางแบ่งกั้นให้เกิดเป็นอีสานเหนือ คือ จังหวัดอุดรธานี หนองคาย สกลนคร นครพนม และเลย และอีสานใต้ที่มีอยู่อีกมากมายหลายจังหวัด ทั้งหมดเสมือนถูกตัดแยกออกจากกันอย่างเด่าชัดด้วยเทือกเขาภูพานแห่งนี้

และในบรรดาเทือก ภูเขาสูงอีสานหลากหลายนี้ เทือกเขาเพชรบูรณ์ดูจะเป็นเทือกเขาที่มีพื้นที่กว้างขวางที่สุด ก่อให้เกิดภูเขาย่อยๆ ที่มีพื้นที่กว้างขวาง มีความหลากหลายของสรรพชีวิตสวยงามมากมายหลายแห่ง และหากจะกล่าวกันถึงเรื่องท่องเที่ยวแล้ว ก็เชื่อแน่ว่าไม่มีใครปฏิเสธ หากจะยกตำแหน่งสุดยอดภูเขาท่องเที่ยวให้กับภูกระดึง แห่งเทือกเขาเพชรบูรณ์ จังหวัดเลย

ภูกระดึง เป็น แหล่งท่องเที่ยวเก่าแก่ที่ไม่เคยเสื่อมคลายมนตร์ขลัง เพราะที่นี่มีทุกๆ อย่างที่นักท่องเที่ยวต้องการ จุดเด่นของภูกระดึงคือความสวยงามของภูเขา สายหมอกหน้าผา พรรณไม้ และสัตว์ป่า กล่าวกันว่า ถ้านักท่องเที่ยวจะเริ่มต้นออกเดินทางท่องธรรมชาติ ภูกระดึงจะเป็นเสมือนโรงเรียนประถมต้นของการท่องเที่ยวภูเขากันเลยที่เดียว

 2. สุดยอดภูผาและผืนป่าอนุรักษ์

นอกจากภูเขาจะ เป็นแหล่งรวมความงดงามน่าท่องเที่ยวแล้ว ยังมีความสำคัญในฐานะเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารอีกด้วย กระบวนการจะเริ่มตั้งแต่น้ำฝนที่ประพรมผืนป่าบนภูเขา ต้นไม้มีหน้าที่เก็บกักน้ำนั้นไว้ แล้วค่อยปล่อยลงสู่ลำน้ำเล็กๆ  ที่ไหลลงมาตามความลาดชันของภูเขา รวมกันเป็นลำน้ำสายใหญ่ ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ กระทั้งไหลลงสู่ที่ราบสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ผู้คนเบื้องล่าง นอกจากบทบาทนี้แล้ว ป่าบนภูเขายังเป็นแหล่งรวมของนานาสรรพชีวิตหลากหลาย ทั้งพืชและสัตว์ รวมถึงนกหายากอีกหลากหลายประเภท ภูเขาจึงเป็นแหล่งที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้เพื่อให้ต้นน้ำลำธานคงความอุดม สมบูรณ์ชุ่มชื้น สัตว์ป่า นก และพืชหายากนานาพรรณมีโอกาสดำรงพันธุ์ของตนสืบไป

ในอีสานมีผืนป่า อนุรักษ์ด้วยกันมากมายหลายแห่ง อย่างอุทยานแห่งชาติที่เป็นแหล่งมรดกโลกแห่งใหม่ล่าสุดของเมืองไทย คืออุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ที่กินพื้นที่ไม่เฉพาะเพียงภาคอีสาน แต่ยังแผ่ขยายพื้นที่กว้างขวางมาถึงภาคกลางด้านตะวันออกเขาใหญ่ในด้านหนึ่ง เป็นต้นน้ำของแม่น้ำบางปะกงในภาคกลาง และอีกด้านหนึ่งก็เทน้ำไหลลงสู่ลำห้วยต่างๆ ของน้ำมูน น้ำชี นอกจากนั้น อีสานยังมีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง ซึ่งงดงามด้วยพรรณไม้หายากนานาพรรณ ควรค่าแก่การศึกษา รวมทั้งเขตอุทยานแห่งชาติริงโขงที่น่าสนใจอย่างอุทยานแห่งชาติผาแต้ม ภูวัว แก่งตะนะ และที่อื่นๆ อีกมากมาย

ในบรรดาภูผาและ ผืนป่าอนุรักษ์ทั้งหลายของอีสานนั้น อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง คือสุดยอดของภูผาและผืนป่าอนุรักษ์ที่เรา อ.ส.ท. อยากจะยกย่องให้เป็นสุดยอดของอีสานในด้านภูเขาและผืนป่าแห่งการอนุรักษ์

 
 3. สุดยอดสายน้ำฉ่ำเย็น แม่น้ำโขง ชี มูน

แม่น้ำโขง  คือสุดยอดแม่น้ำของอีสาน ข้อนี้คงไม่มีใครจะปฏิเสธได้ แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำนานาชาติที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทยครั้งแรกในภาคเหนือที่ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เป็นระยะทางสั้นๆ ก่อนจะออกจากประเทสไทยที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเดียวกัน จากนั้นแม่น้ำโขงจึงไหลกลับเข้าสู่ประเทศไทยอีกครั้งในแผ่นดินอีสาน อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย จากเชียงคาน แม่น้ำโขงก่อให้เกิดหาดทราบ โขดหิน และเกาะแก่งที่สวยงามมากมายหลากหลาย โดยเฉพาะที่อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย มีที่พักและรีสอร์ตมากหลายได้รับการจัดสร้างขึ้นไว้รองรับนักท่องเที่ยวผู้ มาชมความสวยงามของแม่น้ำโขงที่นี่

สะพาน มิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 1 เป็นสะพานนานาชาติแห่งแรกที่พาดข้ามไปบนแม่น้ำสายนี้ เชื่อมมิตรภาพสองฝั่งโขง ร้อยใจลาว-ไทยน้องพี่เข้าด้วยกัน จากสะพานมิตรภาพๆ แม่น้ำโขงก็ขยายตัวกว้างใหญ่ ทอดผ่านเมืองสองฟากฝั่งที่ล้วนเป็นเมืองสำคัญของสองประเทส เช่น เมืองบึงกาฬ เมืองบอลิคัน เมืองนครพนม และเมืองท่าแขก จนมาพบกับสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 จังหวัดมุกดาหาร จากนั้นแม่น้ำโขงก็ไหลต่อลงไปผ่านเมืองเขมราฐ ก่อให้เกิดแก่งหินที่สวยงามขึ้นอีกหลายชุดก่อนจะไปสุดท้ายออกจากประเทสไทย ที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี

ระหว่างทางเดิน ของแม่น้ำโขงได้ก่อให้เกิดสิ่งดีๆ มากหลาย ประชาชนสองฟากฝั่งใช้แม่น้ำโขงเป็นแหล่งอาหาร แหล่งทำมาหากินด้านการเกษตรมากมาย ที่หน้าเมืองนครพนมและเมืองเวียงจันทน์เกิดเป็นหาดทรายกว้างใหญ่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามของทั้งสองประเทศ งานเทศกาลประเพณีที่เกี่ยวข้องกัยการท่องเที่ยว เช่น ประเพณีแข่งเรือ ประเพณีไหลเรือไฟ และปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคเกิดขึ้น ก่อให้เกิดการทางท่องเที่ยวอย่างกว้างขวาง

แม่น้ำมูน  เป็นแม่น้ำสายกว้างใหญ่และยาวที่สุดในอีสาน เกิดขึ้นจากแนวทิวเขาสันกำแพงบางส่วน และทิวเขาพนมดงรักอีกบางส่วน แม่น้ำมูนไหลลงไปกลายเป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำโขง ตรงจุดที่แม่น้ำมูนไหลลงแม่น้ำโขงเรียกว่าแม่น้ำสองสี เมืองโขงเจียม

          ส่วน แม่น้ำชี ต้นกำเนิดคือแนวเทือกเขาเพชรบูรณ์ แล้วไหลผ่านไปยังที่ราบตอนกลางของภาคอีสาน จังหวัดขอนแก่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ยโสธร แล้วไหลมาลงยังแม่น้ำมูนที่จังหวัดอุบลราชธานี ต่อจากนั้นจึงรวมกันไหลลงแม่น้ำโขงที่ปากมูลอีกต่อหนึ่ง

ถึงตรงนี้ อ.ส.ท. เราจึงฟันธงไปได้เลยว่า สุดยอดแห่งแม่น้ำอีสาน จะมีแม่น้ำไหนเกินแม่น้ำโขง บวกกับลำน้ำสาขา แม่น้ำมูน แม่น้ำชี เป็นไม่มี…ฟันธง

 4. สุดยอดความงามทุ่งดอกไม้ป่า

ในบรรพาแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติหลากหลายประเภทในประเทศไทยนั้น ทุ่งดอกไม้ป่านับเป็นแหล่งท่องเที่ยวประเภทที่เที่ยวได้เที่ยวดี ใครๆ ก็ไปเที่ยวได้ ใครๆ ก็ชอบ แทบไม่มีข้อจำกัด ไม่ว่าจะเป็นอายุ เพศ วัย ความเก่งกล้าสามารถ หรือแม้กระทั่งความรอบรู้ของนักท่องเที่ยว

ภาค อีสานมีทุ่งดอกไม้ป่าอันงดงามอยู่จำนวนไม่น้อย โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติต่างๆ ที่เป็นที่รู้จักกันดี ได้แก่ ทุ่งกระเจียว จังหวัดชัยภูมิ ทุ่งดอกไม้ดินที่ป่าสมอปูน อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา-ปราจีนบุรี ทุ่งดอกไม้ดินที่ภูผาเทิบ จังหวัดมุกดาหาร กลุ่มดอกไม้ป่าบนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย กลุ่มดอกไม้ป่าบนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว จังหวัดหนองคาย และทุ่งดอกไม้ดินที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม จังหวัดอุบนราชธานี เป็นต้น

          นอกจากทุ่งดอกไม้ที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีนี้แล้ว ยังมีทุ่งดอกไม้ประเภทขึ้นเองตามหัวไร่ปลายนา และทุ่งดอกไม้ปลูกเพื่อเอาน้ำมันอีกบางชนิด ที่ในฤดูกาลก็สวยงามบานสะพรั่งน่าไปเที่ยวชมเป็นอย่างยิ่งอีกหลายประเภท เช่น ทุ่งดอกหญาบัว ดอกปอเทือง และทุ่งดอกทานตะวัน แถบรอยต่อจังหวัดเพชรบูรณ์และลพบุรี เป็นต้น

และจากทั้งหมดนี้ อ.ส.ท. ขอฟันธงว่า ทุ่งกระเจียว จังหวัดชัยภูมิ และ ทุ่งดอกไม้ดินบนลานหิน อุทยานแห่งชาติผาแต้ม จังหวัดอุบนราชธานี มีความเป็นสุดยอดที่พอๆ กัน เนื่องเพราะบนลานดอกไม้ทั้งสองแห่งนั้น ล้วนมีการจัดการเพื่อการท่องเที่ยวเป็นอย่างดี การเข้าชมเป็นเระเบียบเรียบร้อย ขนาดของทุ่งดอกไม้เป็นพื้นที่กว้างใหญ่ เมื่อถึงฤดูกาลมีดอกไม้จำนวนมากผลิบานแน่นขนัด เที่ยวได้ไม่เบื่อ อยู่ในพื้นที่ที่มีความสะดวกในการเข้าถึงได้เป็นอย่างดี มีที่พักทั้งของภาครัฐและเอกชนบริการพร้อมพรั่ง อีกทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ รอรองรับนักท่องเที่ยวให้สามารถไปต่อยอดในที่อื่นๆ ได้อีก

 5. สุดยอดอีสานก่อนประวัติศาสตร์

เหตุการณ์สนุกๆ อย่างเช่น การต่อสู้กันของไดโนเสาร์ที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งแบ่งออกเป็นยุคต่างๆ มีชื่อภาษาอังกฤษเรียกยากๆ นั้น เป็นเหตุการณ์ที่นำมาจำลองและจัดแสดงสาธิต เป็นการให้ความรู้ความบันเทิง และได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวมากมายจนกลายเป็นจุดเด่นหนึ่งของการท่อง เที่ยวอีสานไปแล้ว

ประวัติ ศาสตร์ของอีสานเริ่มขึ้นตั้งแต่ยุกก่อนประวัติศาสตร์ มีการค้นพบซากกระดูกของไดโนเสาร์หลากพันธุ์หลายตระกูล ทั้งชนิดเนื้อและกินพืช โดยเฉพาะในเขตภาคอีสานตอนกลาง อันเป็นพื้นที่แถบเทืองเขาภูพาน จังหวัดกาฬสินธุ์ สกลนคร ขอนแก่น นอกจากซากไดโนเสาร์ ยังมีการค้นพบโครงกระดูกมนุษย์โบราณที่บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี ภาพเขียนสีที่ผาแต้ม จังหวัดอุบลราชธานี เป็นต้น

จากยุคก่อน ประวัติศาสตร์ก็คลี่คลายมาสู่ยุคแห่งตำนาน เรื่องราวของเมืองโบราณต่างๆ ที่ถูกทับซ้อนอยู่ด้วยเมืองสมัยใหม่ นิทานในประวัติศาสตร์อย่างอุสา-บารสท้าวปาจิตต์กับนางอรพิมพ์ และสังข์ศิลป์ไชย ล้วนแสดงให้เห็นถึงความเป็นบ้านเป็นเมืองในยุคก่อนของอีสาน ก่อนจะถึงช่วงแห่งการเผยแพร่เข้ามาของอารยธรรมขอม และมาสุดปลายทางที่การทิ้งร้างบ้านเมืองต่างๆ ออกไปด้วยเหตุผลที่ยังคงลี้ลับ ก่อนที่กลุ่มชนไทยลาวจะอพยพโยกย้ายกันข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาอยู่อาศัยในแผ่น ดินที่เคยเจริญรุ่งเรืองอยู่ก่อนหน้าแล้ว และพลิกฟื้นผืนแผ่นดินอีสานให้กลับเจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้ง

ความเป็นดินแดน แห่งไดโนเสาร์นับว่าเป็นจุดเด่นที่สำคัญของการท่องเที่ยวอีสานทำให้เกิด พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ขึ้นมากมายหลายแห่ง แต่ละแห่งมีการจัดแสดงที่ทันสมัยสวยงาม ถ้าจะเทียบกับการค้นพบภาพวาดที่ผาแต้ม หรือลวดลายหม้อไหบ้านเชียงนับว่ามีจุดเด่นกันคนละด้าน แต่กับนักท่องเที่ยวชาวไทย ยังนับว่าไดโนเสาร์ได้เปรียบกว่า เพราะฉะนั้น ไดโนเสาร์จึงเป็นสุดยอดที่เหนือกว่าเรื่องราวก่อนประวัติศาสตร์ใดๆ ของอีสานครับ

 6. สุดยอดอลังการแห่งปราสาทหิน

เขมรกับไทยมี ความสัมพันธ์กันมาช้านาน มีเรื่องเล่าว่า ถ้าไม่มีเขมร คนไทยก็จะหายใจไม่ได้และเดินไปไหนไม่ถูก เพราะคำว่าจมูกและคำว่าเดินมาจากภาษาเขมร ดังนั้น การมีปราสาทหินอารยธรรมขอมมากมายในดินแดนไทยจึงนับเป็นเรื่องปรกติ ไม่มีอะไรแปลกประหลาด

ปราสาท หินนับเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในอีสาน และมีจำนวนมากมาย ตั้งแต่ใต้สุดของจังหวัดอุบลราชธานี ไปจนถึงเหนือสุดที่พระธาตุนารายณ์เจงเวง จังหวัดสกลนคร ในบรรดาปราสาทหินอารยธรรมขอมจำนวนมากมายเหล่านี้ อาจจำแนกออกได้เป็นสิ่งก่อสร้าง 1 ประเภทใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ ศาสนสถาน ธรรมศาลาหรือบ้านมีไฟที่สร้างไว้เพื่อเป็นที่พำนักของคนเดินทาง และอโรคยศาลาหรือโรงพยาบาล ที่มีแพทย์คือ พราหมณ์ผู้ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ เป็นหมอ

ปราสาทหินอันเป็นที่รู้จักในภาคอีสานและเป็นสุดยอดในด้านต่างๆ ตัวอย่างเช่น ปราสาท พนมรุ้ง ปราสาทหินทรายสีชมพูบนปากปล่องภูเขาไฟแห่งเมืองบุรีรัมย์ ปราสาทหินพิมาย ปราสาทที่เป็นดังตันแบบแห่งปราสาทหลายแห่งในเมืองเสียมเรียบ ปราสาทตาเมือน ที่มีทั้งอโรคยศาลาและธรรมศาลาครบครัน อยู่ใกล้ๆ ปราสาทหินพนมวัน ปราสาทสระกำแพงใหญ่ ปราสาทสระกำแพงน้อย และปราสาทศรีขรภูมิ เป็นต้น

และถ้าจะให้ยก ปราสาทใดเป็นปราสาทหินสุดยอดอีสาน อ.ส.ท. เราขอยกให้ปราสาทพนมรุ้งเป็นปราสาทหินสุดยอดอีสานของไทย เหตุผลก็คือ สุดยอดทั้งความสวยงามทางด้านศิลปะสถาปัตยกรรม ตลอดจนมีสภาพที่ตั้งที่โดดเด่นท้าทาย คือตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงตามคติจัตรวาล อีกทั้งตัวโบราณสถานก็ได้รับการบูรณะให้มีสภาพดี ให้นักท่องเที่ยวพอได้เห็นค้ารางแห่งความเจริญรุ่งเรืองในอดีต เป็นการเสริมจินตนาการในการเที่ยวชมได้แจ่มชัดยิ่งขึ้น

 7. สุดยอดพระบรมธาตุงวดงามดังนิรมิต

ไม่ว่าขอมจะเป็น เขมรหรือไม่ แต่ศาสนสถานของขอมก็สร้างขึ้นด้วยหิน ส่วนไทยและลาวเราสร้างวัดและเจดีย์ด้วยอิฐและปูน ดังนั้น ในอีสานนอกจากจะมีโบราณสถานกลุ่มปราสาทหิน อันแสดงให้เห็นถึงอารยธรรมขอมที่แผ่กว้างไปทั่วแล้ว อีสานก็ยังมีอารยธรรมไทยลาวที่แผ่ขยายออกไปจนเต็มที่เช่นเดียวกัน วัดและส่วนประกอบสำคัญของวัด คือเจดีย์ ที่ถูกเรียกเป็นภาษาอีสานว่าธาตุ มีมากมายหลายแห่งในอีสานโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเจริญรุ่งเรืองเก่าแก่มา แต่โบราณกาล

พระ ธาตุสำคัญของอีสานอันเป็นที่รู้จัก ได้แก่ พระธาตุเชิงชุม จังหวัดสกลนคร พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม พระธาตุก่องข้าวน้อย จังหวัดยโสธร พระธาตุบังพวน จังหวัดหนองคาย พระธาตุศรีสองรัก จังหวัดเลย และพระธาตุยาคู จังหวัดมหาสารคาม เป็นต้น

ในจำนวนพระธาตุทั้ง หลายแห่งนี้ ที่ถึงพร้อมด้วยความสวยงามของศิลปะอีสาน มีความใหญ่โตมโหฬารทรงคุณค่า อีกทั้งมีความสำคัยยิ่งทางจิตวิญญาณแล้ว ก็คงไม่มีธาตุแห่งไหนเกินองค์พระธาตุพนม ซึ่งไม่เพียงแต่พระธาตุพนมจะได้รับการเคารพนบนอบโดยคนไทยอีสานเราฝั่งนี้ เท่านั้น แม้ในคราวงานนมัสการพระธาตุในทุกวันแรม 1 ค่ำ เดือน 3 ชาวลาวจากอีกฟากฝั่งโขงก็ยังต่างพากันข้ามประเทศมาร่วมงานนมัสการองค์พระ ธาตุพนมนี้กันอย่างครึกครื้น

 8. สุดยอดชาวเผ่าอีสาน สีสันของผู้คนและวัฒนธรรมประเพณี

คนอีสานนอกจากจะ มีชาวอีสานลาว ซึ่งเป็นกลุ่มชนกลุ่มใหญ่ที่สุด เป็นเจ้าของวัฒนธรรมประเพณีซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของภูมิภาคแล้ว อีสาน ก็ยังมีกลุ่มชนต่างๆ อีกหลากหลายกลุ่มด้วยกัน เช่น กลุ่มชาวผู้ไทยหรือไทยดำ กลุ่มชาวอีสานเขมร กลุ่มชาวส่วย กลุ่มชาวมอญเขมรโบราณ เช่น ชาวบนหรือญักุร ชาวข่าหรือขมุ กลุ่มชาวไทยย้อ กลุ่มชาวไทยกระโส้ ตลอดจนกลุ่มชาวไทยโคราช เป็นต้น

กลุ่มชาวไทย ต่างๆ เหล่านี้แหละ ที่เป็นสีสันและเป็นเจ้าของกิจกรรมทางวัฒนธรรมประเพณีในแง่มุมต่าง ๆ  ทั้งงานศิลปหัตถกรรม อาหาร ภาษา บทเพลง บทกวีต่างๆ อีกมากมายหลากหลาย ในแต่ละชาวเผ่าต่างก็มีรูปแบบที่เป็นตัวของตัวเองโดยเฉพาะ และใช้รูปแบบกลางๆ ที่เป็นของภูมิภาคอีสานร่วมกัน ตัวอย่างเช่น ในแทบทุกชนเผ่าในภาคอีสานต่างก็มีประเพณีบายศรีสู่ขวัญเป็นประเพณีร่วมกัน แต่รายละเอียดในพิธีกรรมจะแตกต่างกันไปในแต่ละชนเผ่า ตัวอย่างเช่น การต้อนรับแขกเหรื่อด้วยการดวลเหล้าจากไห ชาวลาวทั่วไปจะใช้คำเรียกว่าดูดอุ แต่ชาวผู้ไทยจะเรียกว่าชนช้าง เป็นต้น และอีกตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ บทเพลงหรือบทกวีของชาวผู้ไทยที่มีแนวทางฉันทลักษณ์และทำนองเป็นของตนเอง แต่ภาษาที่ใช้ในเพลงก็อาจจะใช้ภาษาที่ไม่เฉพาะเจาะจง อาจจะเป็นภาษาผู้ไทยหรือไทยอีสานรวมๆ กันไปก็ได้

และชาวเผ่าที่ เรา อ.ส.ท. ขอยกย่องให้เป็นสุดยอดของอีสาน นอกจากชาวไทยลาวที่มีจำนวนมากที่สุด มีทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นพื้นฐานสำคัญของวัฒนธรรมประเพณีอีสานแล้ว ชาวผู้ไทยและชาวไทยเขมรต่างก็มีบทบาทและมีวัฒนธรรมประเพณีวิถีชีวิตที่เป็น ตัวของตัวเอง เป็นสีสันที่ช่วยกันทำให้อีสานเป็นแผ่นดินแห่งความเจิดจ้าและร่ำรวยด้วย ทรัพยากรแห่งศิลปวัฒนธรรมโดดเด่นมานับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ท้าย ที่สุดของสุดท้ายแห่งอีสานคลาสสิก และ 8 สุดยอดที่ราบสูงอีสานนี้ เรา อ.ส.ท. ขอสงวนสิทธิ์ว่าเรื่องราวที่กล่าวถึงมาทั้งหมดนี้ มิใช่การลงคะแนนเสียงจากผู้อ่านเหมือนกับที่นิตยสาร Travel+Leisure ลงคะแนนให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ดีที่สุดในการเดินทางมาท่องเที่ยว หรือมิได้เป็นความเห็นของผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์และโบราณคดีใดๆ แต่ทั้งหมดที่กล่าวถึงนี้ เป็นเพียงประสบการณ์จากการเดินทางท่องเที่ยวหลายครังหลายหนนานนับได้หลายสิบ ปีของชาว อ.ส.อ. เราทั้งนั้น

แนะนำการท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร พร้อมคูปองส่วนลดโรงแรมเพียบ

  คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อนได้ที่นี่ค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

ท่องเที่ยว เชียงใหม่ หน้าฝน

ดีไหม เที่ยวเชียงใหม่หน้าฝน (อ.ส.ท.)
โดย : วิวัฒน์ชัย  บุญยภักดิ์
พิลึก แท้ มาชวนไปเที่ยวเมืองเชียงใหม่ตอนหน้าฝน แล้วไม่ต้องไปย่ำน้ำย่ำท่าให้ฉ่ำแฉะกันไปตลอดทางเรอะ คิดอย่างนั้นไม่ค่อยจะถูกแล้วล่ะ มาคิดใหม่ ทำใหม่ ตามสมัยผู้นำกันดีกว่า …
ลมฟ้าอากาศ 
          อากาศของภาคเหนือตอนบน หรือที่เรียกขานกันตามลักษณะศิลปวัฒนธรรมว่า "ดินแดนล้านนา" นั้นเป็นเขตอากาศประเภทร้อน แต่ค่อนข้างไปทางเขตอบอุ่น ในฤดูหนาวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์อากาศจะค่อนข้างเย็น เพราะลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งพัดผ่านประเทศจีนได้นำความแห้งแล้งและความหนาวเย็นมาสู่ดินแดนภาคเหนือ นี้ประมาณ 4 เดือน ส่วนฤดูร้อนเป็นช่วงที่แสงอาทิตย์ตั้งฉากเคลื่อนเข้ามาในบริเวณภาคเหนือ และด้วยทำเลที่ตั้งห่างไกลจากทะเล ทำให้อากาศร้อนจัดในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน ส่วนฤดูฝนจะอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม ได้รับอิทธิพลลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ นำความชุ่มชื้นจากทะเลมาตกเป็นฝนและบางครั้งก็จะมีพายุโซนร้อนจากทะเลจีนตอน ใต้พัดเข้ามาทางตะวันออก ทำให้มีฝนตกติดต่อกันหลายวันได้
          สภาพอากาศของภาคเหนือจึงมีการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวเข้าไปในช่วงต่างฤดูกาลก็จะต่างบรรยากาศกันช่วง หน้าฝนจะเป็นฤดูเพาะปลูก ป่าเขาเขียวขจี แต่ในหน้าหนาวเป็นช่วงให้พึชผลแก่และสุกจนเก็บเกี่ยวได้ดอกไม้ตามป่าเขาก็ บานสะพรั่ง และในส่วนหน้าร้อนก็ว่างจากฤดูทำไร่ไถนา เป็นช่วงซ่อมแซมอาคารบ้านเรือน เครื่องใช้ไม้สอย และงานบุญต่างๆ
          ดินฟ้าอากาศของภาคเหนือดังกล่าวก็เป็นรูปแบบเดียวกับเมืองเชียงใหม่ ฝนที่พรำมาตั้งแต่หลังเทศกาลสงกรานต์ทำให้ป่าเขาที่โอบล้อมเมืองเชียงใหม่ เขียวชอุ่มอย่างทันตาเห็น แม้กลางวันอากาศจะร้อนอยู่บ้างตามธรรมดาของเมืองเขตร้อน แต่ในช่วงเวลากลางคืนและตามที่สูง หรือที่ภูเขาแล้ว อากาศกลับเย็นสบายจริงๆ อย่างไม่น่าเชื่อ
เที่ยวหน้าฝนดีอย่างไร
          ข้อดีของการท่องเที่ยวหน้าฝนมีมากมายหลายประการแม้ขณะเดียวกันก็อาจมีข้อ เสียอยู่บ้าง (ไม่ปฏิเสธหรอก) แต่หักลบกลบหนี้กันแล้วคุ้มค่ามากเทียวล่ะ ถ้าจะไปเที่ยวกันตอนหน้าฝน
ประการแรก ใครๆ ก็รู้ว่าหน้าฝนเป็นช่วงฤดูท่องเที่ยวซบเซา นักท่องเที่ยวน้อย การใช้ยานพาหนะจึงค่อนข้างว่างเป็นพิเศษ ตั้งแต่การเดินทางด้วยรถทัวร์ รถไฟ หรือเครื่องบิน การสำรองที่นั่งจึงไม่มีปัญหา แม้จะเพิ่งมาตัดสินใจเอาเมื่อใกล้วันเดินทาง ก็ยังสามารถหาที่นั่งได้ง่ายๆ 
ถัดมาเรื่องที่พัก ตามโรงแรมและรีสอร์ตต่างๆ มักจะมีรายการลดแลกแจกแถมกันเป็นพิเศษ อย่างเช่น ลดครึ่งราคา แถมอาหารเช้าและกระเช้าผลไม้ หรือพักสองคืนแถมหนึ่งคืน เป็นต้น และสามารถเลือกจับจองได้ตามอัธยาศัย
ตามร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึกก็จะไม่ยัดเยียด หรือเนืองแน่นด้วยนักท่องเที่ยว มีเวลาให้ละเมียดละไมกับบรรยากาศโดยรอบ หรือจะเลือกต่อรองราคาสินค้าของที่ระลึกต่างๆ ก็สามารถทำได้เต็มที่ราคาของที่ได้จึงย่อมถูกกว่าปกติแน่ๆ  และได้ข้าวของถูกใจด้วย
          การจราจรไปตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ก็ไม่คับคั่งจนปวดเศียรเวียนเกล้า ปัญหาเรื่องที่จอดรถก็หมดไป เพียงแต่การขับขี่ยวดยานในขณะฝนตกควรต้องระมัดระวังสักหน่อย หรือถ้าให้ดีก็เช่ารถท้องถิ่นพร้อมสารถีไปเลยจะดีกว่าด้วยประการทั้งปวง เพราะเขาย่อมมีความชำนาญและคุ้นเคยกับเส้นทางเป็นพิเศษอยู่แล้ว
ประการสุดท้าย บรรยากาศหน้าฝนตามป่าเขาลำเนาไพรยามฝนหยุดตกใหม่ๆ อากาศจะสะอาดสดชื่น ยิ่งในยามเช้าจะเห็นก้อนเมฆลอยระเรี่ยๆ ตามยอดไม้และทิวเขา ท้องฟ้าก็ดูสดใส ปุยเมฆขาวเป็นขาวฟ้าเป็นฟ้า ต้นไม้ใบหญ้าก็เขียวขจีเป็นพิเศษ นกไพรก็ขับขานเสียงใสแจ๋วกว่าปกติ แล้วบรรยากาศอย่างนี้มีหรือในหน้าอื่น
เริ่มต้นในตัวเวียง
          "นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่" ชื่อเมืองที่พญามังรายเจ้าสถาปนาขึ้นในบริเวณที่ราบลุ่มทุ่งหญ้าคาระหว่างลำ น้ำปิงกับดอยสุเทพในปี พ.ศ. 1839 โดยมีพระสหายคือพญางำเมืองแห่งเมืองพะเยาและพ่อขุนรามคำแหงแห่งเมืองสุโขทัย มาช่วยกันพิจารณาชัยภูมิและวางผังเมือง (ดังปรากฏเป็นอนุสาวรีย์ 3 กษัตริย์ ณ บริเวณศาลากลางเก่า กลางเมืองเชียงใหม่ซึ่งจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ประจำเมืองไปแล้ว) ตัวเมืองโบราณมีผังเมืองเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 900 วา และยาว 1,000 วา ปัจจุบันยังปรากฏร่องรอยคูเมืองคันดิน และกำแพงเมืองเป็นบางส่วน ส่วนช่องประตูเมืองก็ยังปรากฏอยู่ แต่ได้บูรณะขึ้นใหม่ เช่น ประตูท่าแพ ประตูเชียงใหม่ ประตูช้างเผือก และประตูสวนดอก
เมืองเชียงใหม่ผ่านยุคประวัติศาสตร์ที่เคยเจริญรุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนา แต่ก็มีบางช่วงที่ต้องตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าอยู่นานกว่า 200 ปี และบางคราวเกิดศึกสงครามกลายเป็นเมืองร้างไปในสมัยกรุงธนบุรีนานถึง 21 ปี จนปรากฏข้อความบันทึกสภาพเสื่อมโทรมของตัวเมืองไว้ในตำนานพื้นเมือง เชียงใหม่ว่า
          "ในเวียงทั้งมวลประกอบด้วยต้นไม้ ป่าหญ้าเครือเขาเถาวัลย์ ป่าหวาย ทั้งหลายมากนัก เป็นที่เสพแห่งเนื้อเหยื่อคะนองทั้งหลาย เป็นต้นว่าเสือ หมี แรด ช้าง วัวกระทิง สิงสน หมูเถื่อน ละมั่ง ทะวาย (เนื้อทราย) กวาง เข้ามาอยู่อาศัยในเมืองทั้งมวล วรพุทธศาสนาวัดวา บ้านโบสถ์ พระพุทธรูปเจดีย์ รั้วเวียงวังทั้งมวลเป็นธราชินะหลุดร่ำคร่าโปดพังไปเป็นอันมาก"
          ในสมัยรัชกาลที่ 1 ได้โปรดให้แต่งตั้งพระยากาวิละเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่ และได้รับการฟื้นฟูบ้านเมืองขั้นใหม่ ถึงกับเป็นยุก "เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง" คือยกทัพไปตีบ้านเมืองต่างๆ ในดินแดนตอนเหนือและบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำสาละวิน เพื่อกวาดต้อนผู้คนเข้ามาช่วยบูรณะบ้านเมืองที่ทรุดโทรมไปให้ฟื้นคืนชีพอีก ครั้ง พลเมืองที่ได้มามีทั้งเงี้ยว (ไทใหญ่) ไทลื้อ ไทยอง ไทเขิน ข่า ลัวะ และยาง (กะเหรี่ยง) เมืองเชียงใหม่จึงหลากหลายด้วยสีสันวัฒนธรรมของชนเผ่าต่างๆ จากอดีตและสืบสานต่อเนื่องมาจนกระทั้งปัจจุบัน
          ความเจริญอีกด้านหนึ่งของเมืองเชียงใหม่คือ พุทธศาสนา ถึงกับเกิดการจัดทำสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 ของโลกขึ้นที่วัดเจ็ดยอด โดยการอุปถัมภ์ของพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ.1983-2030) ดังนั้น ในตัวเมืองเชียงใหม่และบริเวณรายรอบจึงมีวัดอารามต่างๆ อยู่มากมาย ทั้งในปัจจุบันก็ได้รับการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมต่าง ๆ ให้คงความงามและคุณค่าของศิลปะล้านนาไว้ได้ วัดที่ไม่ควรพลาดเยี่ยมชม ได้แก่ วัดพระสงห์ วัดเจดีย์หลวง วัดเชียงมั่น วัดสวนดอก วัดเจ็ดยอด วัดอุโมงค์ และวัดพระธาตุดอยสุเทพ รวมทั้งวัดเล็กวัดน้อยในตัวเมืองและวัดในเขตนอกตัวเมืองอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งนี้ก็แล้วแต่ความสนใจของแต่ละบุคคล ขออนุญาตไม่ลงรายละเอียด เดี๋ยวจะหาว่าผู้เขียนแก่วัดเกิดไป
พิพิธภันฑ์และหอศิลป์
เมือง เชียงใหม่โชคดีกว่าอีกหลายๆ เมือง ด้วยความที่เคยเป็นราชธานีของดินแดนล้านนามาก่อน จึงร่ำรวยไปด้วยมรดกทางศิลปวัฒนธรรมและศิลปวัตถุ จึงมีพิพิธภัณฑ์อยู่หลายแห่งที่น่าสนใจ  ทั้งที่เป็นของราชการและเอกชน เป็นต้นว่า…
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่
          ตั้งอยู่ริมถนนซูเปอร์ไฮเวย์ ใกล้ๆ กับวัดเจ็ดยอด ถ้าอยากรู้เรื่องราวของประวัติศาสตร์และโบราณคดีของไทยและดินแดนล้านนา ก็คงต้องแวะชมที่นี่ โบราณวัตุที่จัดแสดงล้วนมีค่าควรเมืองทั้งนั้น
ศาลาธนารักษ์
          ตั้งอยู่ที่เลขที่ 52 ถนนราชดำเนิน ตำบลศรีภูมิ หรือถนนที่ตรงจากท่าแพไปจดวัดพระสิงห์นั่นเอง อาคารที่จัดแสดงเดิมเป็นคุ้มของเจ้าทิพยวรรณ ณ เชียงตุง ซึ่งเป็นเจ้านายฝ่ายเหนือ เป็นอาคารตึก 2 ชั้นทรงปีกผีเสื้อ ซึ่งเป็นอาคารที่ทันสมัยมากเมื่อ 50-60 ปีที่แล้ว ปัจจุบันได้ปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมที่มีการจัดแสดงเครื่องราช อิสริยยศ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และเงินตราไทยชนิดต่างๆ ที่เคยใช้กันในดินแดนล้านนาและประเทศไทย
          ศาลาธนารักษ์แห่งนี้เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันจันทร์ถึงเสาร์ ระหว่างเวลา 09.00-15.30 น. เข้าชมได้ฟรี และยังให้บริการสำหรับนักสะสมเหรืยญสามารถแลกหาเหรียญกษาปณ์ทั้งเก่าทั้ง ใหม่และเหรียญที่ระลึกโอกาสพิเศษต่างๆ ในราคาราชกรเสียด้วย
พิพิธภันฑ์แมลง (Museum of World Insects)
          ตั้งอยู่เลขที่ 72 ถนนนิมมานเหมินทร์ ซอย 13 (ใกล้ซอยสิริมังคลาจารย์ 3) ห้วยแก้ว โทรศัพท์ (053) 21-1891 เป็นพิพิธภันฑ์เอกชนที่ได้สะสมแมลงไว้ทุกชนิดและจากทั่วทุกมุมโลก จากราคาตัวละไม่กี่บาทจนถึงราคาหาค่าไม่ได้ (เพราะมีอยู่เพียง 2-3 ตัวในโลก) ผู้สนใจเรื่องแมลง หรือแม้แต่เราๆ ท่านๆ ทั่วไปก็ชมได้ เพราะจะได้ทั้งความรู้ ความเพลิดเพลินกับแมลงพันธุ์แปลกๆ ผีเสี้อแสนสวยชนิดต่างๆ ก็หาชมได้ที่นี่ ช่วยสนับสนุนบำรุงพิพิธภัณฑ์เล็กน้อย เขาจะเปิดให้ชมตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น.

หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
          ตั้งอยู่ที่ถนนนิมมานเหมินทร์ ใกล้ๆ ตลาดต้นพะยอม เป็นหอศิลปะที่เกิดขึ้นได้ด้วยดำริของนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ประสงค์จะให้มี Art Museum ขึ้นตามมหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาค โดยมองสถานที่ไว้ 3 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒสงขลา
          สำหรับหอนิทรรศการฯ แห่งนี้ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2541 ด้วยงบประมาณจำนวน 46 ล้านบาท จึงได้อาคารนี้ขึ้นมา โดยมีพื้นที่จัดนิทรรศการได้ถึง 1,443 ตารางเมตร และพื้นที่จัดประชุม หรือการแสดงได้อีก 1,084.5 ตารางเมตร นายชวนขณะที่ยังดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีได้มาทำพิธีเปิดโดยตนเองเมื่อปี พ.ศ. 2542 หลังจากนี้ก็มีการแสดงงานมาโดยตลอด ทั้งของศิลปินในท้องถิ่นภาคเหนือเองหรือศิลปินจาส่วนกลาง ขณะที่ผู้เขียนขึ้นไปชมนั้นกำลังจัดแสดงงานเครื่องปั้นดินเผาแห่งชาติ ครั้งที่ 10 ขึ้นมีผู้ชมประปราย ทั้งคนไทยและคนต่างประเทศ โดยปกติจะปิดเฉพาะวันจันทร์และวันนักขัตฤกษ์ เปิดให้ชมฟรี โดยมีงานแสดงตลอดทั้งปี จึงเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ผู้รักศิลปะไม่ควรพลาด

กองดีห้องศิลป์ (Gongdee Studio)
          เป็นสตูดิโอแสดงงานศิลปะของเอกชน ที่นำมาแนะนำเพราะชื่นชมการริเริ่มทำขึ้นโดยเอกชน คือคุณวิชิต ไชยวงศ์ หาก มองในแง่การตลาดแล้วก็ยังไม่แน่ใจนัก แต่เนื่องจากผู้ริเริ่มก็มีร้านกองดี แกลเลอรี ซึ่งผลิตของที่ระลึกและงานศิลปะที่มีระดับขึ้นหน่อย  เพื่อจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยวที่ชอบงานที่ไม่ตลาดจนเกินไป ทั้งร้านกองดี แกลเลอรีและกองดีห้องศิลป์ตั้งอยู่ในซอย 1 หลังโรงแรมอมารี รินคำ จากทางแยกที่ถนนซูเปอร์ไฮเวย์มาพบกับถนนนิมมานเหมินทร์ ตรงเข้ามาทางถนนนิมมานเหมินทร์ เลยโรงแรมอมารี รินคำมานิดเดียวจะมีซอยซ้ายมือ เลี้ยงเข้าไปก็เห็นร้านกองดี แกลเลอรีอยู่ทางซ้ายมือ และถ้าเลยเข้าไปราว 30 เมตร ก็เป็นกองดีห้องศิลป์
กอง ดีห้องศิลป์จะมีการแสดงงานภาพเขียน ภาพถ่ายจากศิลปินต่างๆ อยู่บ่อยๆ บางครั้งก็เปิดการแสดงคอนเสิร์ตเล็กๆ เชิญทั้งศิลปินระดับประเทศและต่างประเทศมาถึงเชียงใหม่ เปิดการแสดงแต่ละครั้งผู้ชมคับคั่ง แม้จะรับได้เพียงไม่เกิน 200 คน ด้านหน้าก็มีมุมกาแฟห้องเล็กๆ น่านั่งมาก อยากทราบกำหนดการแน่นอนกรุณาสอบถามที่โทรศัพท์ (053) 22-2230 และ 22-5032 ได้โดยตรง
ความบันเทิงยามค่ำคืน
          ความจริงแสงสีของเมืองเชียงใหม่ก็มีอยู่พองามแทบไม่ต้องแนะนำกันเลย ตามโรงแรมก็จะมีสถานบันเทิงพวกนั่งฟังเพลง ดิสโกเธก หรือคาราโอเกะก็มีให้เห็นกันเกลื่อนเมือง แต่เท่าที่ไปสัมผัสมาด้วยตนเองในช่วงหน้าฝนก็จะขอบอกต่อสักหน่อย
ย่านริมถนนเจริญราษฏร์ ริมลำน้ำปิง (เชิงสะพานนวรัฐ)
          เป็นย่านใหม่ที่คึกคักด้วยร้านกินดื่มริมลำน้ำปิง ยิ่งถึงไปนั่งตั้งแต่ตอนเย็น ๆ จะเห็นกลุ่นนักกีฬาเรือแคนูฝึกหักพายขึ้นล่องกันอยู่ตลอดเวลา ลำน้ำปิงในวันนี้ได้รับการดูแลอย่างดี ดงหญ้าคารกเรื้อกลางน้ำถูกขุดออกไปหมดแล้ว มีฝายทดน้ำอยู่ปลายทางทำให้ช่วงฝ่านตัวเมืองมีน้ำท่าอยู่ตลอดเวลา น้ำนิ่งใสเหมาะมากสำหรับเล่นกีฬาเรือแคนู ในยามค่ำคืนร้านอาหารริมปิงในย่านนี้จึงคึกคักด้วยเสียงดนตรี ถ้าชอบบรรยากาศเฮฮาหน่อยก็ต้องตรงไปในเวลานั้น
          อ้อ! ในถนนเดียวกันนี้ แต่เป็นฝั่งตรงข้ามร้านอาหาร มีพวกอาคารไม้ห้องแถวเก่าๆ ที่ได้รับการปรับปรุงอนุรักษ์ขึ้นใหม่ แล้วเปิดเป็นร้านขายของที่ระลึกที่มีดีไซน์และคุณภาพดีหน่อย ดูๆ ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ชอบช็อปปิงสินค้าอีกระดับ หนึ่ง ประเภทแพงไม่ว่าแต่ขอถูกรสนิยมไว้ก่อน

โรงเบียร์เชียงใหม่เยอรมัน
ตั้ง อยู่บริเวณริมถนนซูเปอร์ไฮเวย์ มีซอยด้านข้างห้างคาร์ฟูร์ เลี้ยวเข้าไป 400-500 เมตร จะเห็นโรงเรือนไม้สีดำขนาดใหญ่ตั้งอยู่ทางขวามือ นั่นแหละคือโรงเบียร์เชียงใหม่เยอรมันแต่ถ้าเลี้ยวซ้ายไปอีก 100 เมตร จะเป็นกลุ่มเรือนไม้ทรงไทยภาคต่างๆ ซึ่งอาคารแต่ละหลังแม้จะสร้างขึ้นใหม่ แต่วิจิตรบรรจงไม่เบา ที่นั่นคือคุ้มขันโตก เป็นบริเวณจัดเลี้ยงขันโตก พร้อมมีการแสดงฟ้อนรำพื้นเมืองฝีมือระดับวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่เชียว ถ้าเป็นแขกมาจากแดนไกลก็น่าจะลองหาประสบการณ์รับประทานอาหารขันโตก ณ คุ้มขันโตกสักครั้ง รับรองบรรยากาศได้เลยว่าเสมือนรับประทานอาหารค่ำในคุ้มเจ้านายเมืองเหนือ แท้ๆ เจ้า
          ดึกเข้าสักหน่อยก็ย้อนกลับมาที่โรงเบียร์ แต่ความจริงแล้วเขาเปิดบริการตั้งแต่ 11 โมงเช้า อาคารโรงเบียร์สร้างเป็นโรงไม้ขนาดใหญ่ เพดานสูง มีเวทีดนตรีขนาดใหญ่อยู่ด้านหน้า มีที่นั่งเป็นระดับๆ จะชอบใกล้ชิดวงดนตรี หรือถอยห่างขึ้นไปชั้นบนก็ได้ และยังมีห้องจัดเลี้ยงรับแขกได้ 100-200 คนอยู่ 2 ห้อง
จุด เด่นของเบียร์ที่นี่เป็นเบียร์สดผลิตเองสำหรับอุปกรณ์การผลิต ซึ่งเป็นถังเบียร์ขนาดใหญ่ตามขั้นตอน ตั้งแต่กวนส่วนผสม กรอง หมัก จนนำออกจำหน่าย ล้วนใช้ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมทั้งสิ้น ผู้จัดการโรงเบียร์เล่าว่าต้องสั่งซื้อเครื่องมือจากเมืองมิวนิคประเทศ เยอรมนีถึง 40 ล้านบาท สำหรับวัตถุดิบในการผลิต อันได้แก่ ข้างมอลต์ ดอกฮอพส์ และยีสต์ ต้องสั่งเข้าจากเยอรมนีทั้งหมด  มีเพียงน้ำบริสุทธิ์เท่านั้นที่ใช้ของเชียงใหม่ และต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญจากเยอรมนีมาควบคุมการผลิตทุกขั้นตอน คือ Mr.Felix ครั้งแรกเดาว่าต้องไว้หนวดเคราเฟิ้ม เวลาดื่มเบียร์ฟองเบียร์จะได้ติดหนวดติดเครา แต่ที่ไหนได้กลับกลายเป็นหนุ่มตัวโต แต่หน้าตาละอ่อน ถามไถ่อายุปรากฎว่าแค่ 25 ปีเท่านั้น แต่เห็นคุยว่าแอบพ่อแม่ริดื่มเบียร์มาตั้งแต่อายุ 12 ขวบโน่น
          เบียร์สดที่นี่เขามีจำหน่าย 3 ยี่ห้อด้วยกันได้แก่ เบียร์  Pilsener มีดีกรีแอลกอฮอล์เพียง 4 เปอร์เซ็นต์  เบียร์ Weizen ๕.๓ เปอร์เซ็นต์ และ Lagur ๕.๕ เปอร์เซ็นต ์ดูเหมือนจะค่อนข้างอ่อนสำหรับคอเบียร์ไทย แต่ก็เหมาะสำหรับดื่มที่โรงเบียร์ที่นี่ เพระาจะมีวงดนตรีวงใหญ่ผสมเครื่องไทยด้วย มีนักร้องเสียงคุณภาพทั้งชายหญิงขับกล่อมทั้งเพลงไทยและเพลงสากล โดยเฉพาะหลายคนจะชื่นชอบกับเพลงไทยเก่า ๆ อย่างเช่น เพลงยอยศพระลอ เพลงค้างคาวกินกล้วย และเพลงพระราชนิพนธ์ที่ร้องและบรรเลงในสไตล์ใหม่ ซึ่งครึกครื้นและดูสนุกสนานมากขึ้น พร้อมกันนั้นบนจอยักษ์หลังวงดนตรีก็จะมีภาพสไลด์เก่าๆ ของเมืองเชียงใหม่ร่วม 500 ภาพ ฉายสลับตลอดเวลา ได้ความรู้เก่าๆ แต่เพลิดเพลินกับบรรยากาศใหม่ๆ
โรงละครกาดเธียเตอร์
          ตั้งอยู่ในศูนย์การค้ากาดสวนแก้ว ถนนห้วยแก้ว ก็ถนนเส้นที่จะตรงไปมหาวิทยาลัยเชียงใหม่นั่นแหละ เพราะตามธรรมเนียมของเมืองศูนย์กลางทางศิลปวัฒนธรรมแทบทั่วโลกจะต้องมีโรง ละครเป็นเวทีสำหรับอวดผลงานทางศิลปวัฒนธรรมประจำเมืองกันทั้งนั้น กาดเธียเตอร์แห่งนี้จุผู้ชมได้ถึง 1,500 ที่นั่ง เป็นโรงละครที่มีอุปกรณ์และเทคนิคทันสมัย สมารถรองรับจัดการแสดงละครเวที อุปรากรคนเสิร์ต ตลอดจนการประชุมระดับนานาชาติ
          ละครหรือการแสดงดังๆ ทั้งของไทยและของต่างประเทศที่เคยจัดการแสดงที่นี่ได้แก่ South Pacific, Grease, Las Vegas Stars, Uttarpriyadarshi, Jazz Tap, Cinderella, Now and Then, Nat Yontararak and Family in Concert รวมทั้งละครเวทีดาราดังจากกรุงเทพฯ อีกมากมายหลายเรื่อง ฉะนั้น ถ้าขึ้นไปเชียงใหม่ในหน้าฝนนี้ อยากจะดูการแสดงดี ๆ หรืออยากจะสนับสนุนโรงละครไทยของเราราคาค่าชมก็ถูก แต่คุณภาพทัดเทียมต่างประเทศก็ลองสอบถามโปรแกรมได้ที่โทรศัพท์ (053) 22-4444 และ 22-4333
เส้นทางท่องเที่ยว ออกไปนอกตัวเมือง
          เที่ยวในตัวเมืองเชียงใหม่จนทั่วแล้ว วันไหนดูท้องฟ้าแจ่มใสก็ลองเลือกเส้นทางออกไปท่องเที่ยวนอกตัวเมืองกันบ้าง มีอยู่หลายเส้นทาง ซึ่งจะขอแนะนำประเภทเช้าไปเย็นกลับ หรือไปแล้วเกิดติดใจจะแวะพักค้างตามรีสอร์ตต่างๆ ก็ตามแต่อัธยาศัย
เส้นทางสายหางดง-บ้านถวายหรือสะเมิง
          ถ้าเป็นนักช็อปปิง  หรือชื่นชอบในศิลปหัตถกรรม อยากแนะนำให้ตรงดิ่งไปบ้านถวายเลย ระยะทางก็ไม่ไกล ไปตามถนนเชียงใหม่-หางดง ขับรถยนต์เองราวครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว ตั้งแต่ริมถนนใหญ่ หรือเลี้ยวซ้ายเข้าไปบ้านถวาย จะมีร้านรวมทั้งใหญ่เล็กเรียงรายอยู่ทั้งสองข้างทาง จำหน่ายหัตถกรรมทั้งของเก่าของใหม่แล้วแต่รสนิยม บางร้านมีพวกเครื่องเรือน พระพุทธรูป และเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ ตลาดโอ่ง ไห จนกระทั่งผนัง หน้าต่างบ้าน หน้าบันวิหาร มีจำหน่ายทั้งหมด นึกงงอยู่ในใจเหมือนกันว่าเอ! พม่าเขารื้อบ้านรื้อเมืองมาขายกันถึงเชียงใหม่เลยหรือ ราคาค่างวดตั้งแต่หลักร้อยจนไปถึงเรือนแสน คุยกับผู้ค้าของเก่าได้ข้อมูลว่าการค้าขายของเก่าพม่าจะมีผู้มาจัดส่งให้ถึง ที่ และสำหรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศจะนำออกไปก็ไม่มีปัญหาในการนำออก เพราะไม่ใช่โบราณวัตถุของไทยและอายุก็ไม่เก่าแก่มากนัก

          ส่วนผู้ชอบของกระจุกกระจิก  หรือราคาย่อมเยาหน่อยก็ขอแนะนำให้ตรงเข้าไปที่ศูนย์สินค้าหัตถกรรมของผู้ ผลิต ซึ่งอยู่กลางหมู่บ้านถวาย และถ้าตรงเข้าไปบริเวณในสุดติดกับคลองส่งน้ำก็ยังมีศูนย์ฯ อีกแห่ง ขนาดเล็กกว่า แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะติดอยู่ที่ศูนย์ฯ ใหญ่กลางหมู่บ้านเท่านั้น

เส้นทางสายหางดง-สะเมิง
          เป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่ลัดเลาะขึ้นไปตามที่สูงชันสองข้างทางจึงมีภูมิประเทศ เป็นป่าเขา และมีพื้นที่ริมทางหลายแห่งที่ได้พัฒนาเป็นรีสอร์ตต่าง ๆ ล้วนสวยงามด้วยไม้ดอกไม้ประดับ โดยเฉพาะพวกพันธุ์ไม้เมืองหนาว มีรีสอร์ตน่ารักอยู่หลายแห่ง และรีสอร์ตในย่านนี้จะมีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปีและตามรีสอร์ตก็มีกิจกรรม ต่างๆ ให้เพลิดเพลินได้ตลอดระยะยเวลาที่พักอยู่สัก 2-3 วัน อย่างไม่รู้สึกเบื่อเลย
เส้นทางสายแม่ริม
          เส้นทางนี้ไปทางทิศเหนือของตัวเมืองเชียงใหม่จะพาออกไปเที่ยว 14 กว่ากิโลเมตร ผ่านบริเวณศูนย์ราชการของจังหวัดเชียงใหม่ พอเลยที่ทำการอำเภอแม่ริมไปนิดเดียว เลี้ยวซ้ายเข้าค่ายดารารัศมี กองบังคับการตรวจตระเวนชายแดน ภาค 3 ขออนุญาตเจ้าหน้าที่ทหารหน้าค่ายเข้าไปชมพระตำหนักดาราภิรมย์ภายในเขาก็จะ อนุญาตทันที

พระตำหนักดาราภิรมย์
          เป็นพระตำหนักของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี  ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชชายาฯ ได้สร้าง "บ้าน" ของพระองค์ เพื่อประทับในช่วงบั้นปลายของพระชนม์ชีพ  พระองค์ทรงใช้พระตำหนักหลังนี้ปฏิบัติพระกรณียกิจ  ทั้งด้านการเกษตรและศิลปวัฒนธรรม ทรงสร้างสวนทดลองการเกษตรชื่อ "สวนเจ้าสบาย" ขึ้น นำพันธุ์กุหลาบพันธุ์ใหม่จากสมาคมกุหลาบแห่งอังกฤษมาทรงปลุก และทรงตั้งชื่อว่า "จุฬาลงกรณ์" ทรงฟื้นฟูศิลปหัตถกรรมและนาฎศิลป์ของล้านนา ให้เป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาวเมืองเหนือ
          ปัจจุบันพระตำหนักดาราภิรมย์และบริเวณโดยรอบอยู่ภายใต้การดูแลรักษาของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้รับการบูรณะซ่อมแซมขึ้นใหม่และเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ โดยจัดห้องต่างๆ ภายในพระตำหนักจัดแสดงภาพประวัติ ของใช้ส่วนพระองค์ และของถวายอันเกี่ยวเนื่องกับพระราชชายาฯ และเครื่องเรือนร่วมสมัย
          พระราชชายาเจ้าดารารัศมีทรงเป็นพระธิดาในพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่และได้ถวายตัวเข้ารับราชการฝ่ายในในฐานะเจ้าจอมของ ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 พระองค์จึงทรงเป็นสายสัมพันธ์ระหว่างสองแผ่นดิน คือแผ่นดินล้านนาและแผ่นดินกรุงเทพฯ นับเป็นคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อความเป็นปึกแผ่นแน่นแฟ้นของประเทศไทย
          พิพิธภัณฑ์พระตำหนักแห่งนี้จะเปิดให้ชมตั้งแต่วันอังคารถึงวันอาทิตย์ เวลา 09.00-17.00 น. อัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 20 บาท และเด็ก 10 บาท รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อได้ที่โทรศัพท์ (053) 29-9175

วัดป่าดาราภิรมย์
          ตั้งอยู่ด้านหลังพระตำหนักดาราภิรมย์  แค่มองข้ามรั้วด้านหลังก็แลเห็นกันได้ แต่เนื่องจากเหตุผลทางการรักษาความปลอดภัย เพราะบางส่วนของพื้นที่ในเขตพระตำหนักยังเป็นที่ทำการของตำรวจตระเวณชายแดน เราจึงต้องย้อนกลับมาที่ริมถนนใหญ่อีกครั้ง แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนด้านข้างค่าย ต.ช.ด. แห่งนี้จะมีถนนตีคู่ไปกับคลองชลประทานแม่แตงไม่ถึง 1 กิโลเมตร ก็ถึงวัดป่าดาราภิรมย์
          เดิมทีพื้นที่บางส่วนของวัดเป็นบริเวณป่าช้าติดกับตำหนักดาราภิรมย์ ชาวบ้านได้ร่วมกันสร้างเป็นเสนาสนะถวายพระกรรมฐานขึ้น ต่อมาเจ้าลดาคำ ณ เชียงใหม่ ได้นำกลุ่มทายาทของพระราชชายาเจ้าดารารัศมีถวายที่ดินอันเป็นเขตพระตำหนัก จำนวน 6 ไร่ เพื่อเป็นพระกุศลแด่พระราชชายาฯ ซึ่งต่อมาชาวบ้านใกล้เคียงก็ถวายที่ดินเพิ่มขึ้นอีก จึงกลายเป็น "วัดป่าดาราภิรมย์" ดังปัจจุบัน
          ภายในบริเวณวัดมีสิ่งปลูกสร้างแต่พองาม ซึ่งถึงแม้จะสร้างขึ้นใหม่ แต่ก็พยายามผสมผสานสถาปัตยกรรมพื้นเมืองล้านนาเข้าไว้ด้วย มีพระเจดีย์องค์ใหญ่ที่สร้างขึ้นบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและครอบพระพุทธบาท 4 รอย ภายในเป็นที่เก็บรวบรวมอัฐิธาตุของพระเกจิอาจารย์รูปสำคัญๆ ได้แก่ ครูบาเจ้าศรีวิชัย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี และหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต เป็นต้น ตามผนังและเพดานมีภาพจิตรกรรมที่สวยงามเป็นเรื่องพระเจ้าห้าองค์ พุทธประวัติ ประเพณีพื้นบ้าน และพระธาตุประจำปีเกิดตามคตินิยมของชาวเมืองเหนือ
          บริเวณโดยรอบร่มรื่นด้วยไม้น้อยใหญ่และมีป้ายคติสอนใจติดไว้มากมาย  ชวนให้จัดจำนำมาคิดต่อซึ่งจะให้ประโยชน์มากมาย เป็นต้นว่า
          "ความสุขโลกีย์ มีได้ชั่วคราว ความสุขยืนยาวต้องเข้าหาธรรม"
          "เป็นอยู่อย่างหมดหวัง คือการขุดหลุมฝังตัวเอง"
          "ความง่ายอยู่ที่ปาก ความยากอยู่ที่ทำ"
          นอกจากนี้วัดแห่งนี้ยังมีจุดเด่นตรงเป็นที่ตั้งของร้านค้าสหกรณ์และศูนย์ หัตถกรรมเมตตานารี ซึ่งรวมกลุ่มแม่บ้านและสมาชิกมาผลิตสินค้าออกจำหน่าย ที่มีชื่อเสียงมากคือพวกผ้าปูโต๊ะ ปลอกหมอนปักลายดอกไม้และถักลายลูกไม้ตามริมขอบ ดูสวยงามและตรงตามรสนิยมของตลาดมาก นอกจากนี้ก็มีผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรพื้นบ้าน งานดอกไม้ประดิษฐ์ และผ้าทอพื้นเมือง เป็นต้น นับเป็นการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับชาวบ้านได้เป็นอย่างดี
เส้นทางสายบ่อสร้าง-สันกำแพง
          ถนนท่องเที่ยวสายนี้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่โด่งดังมาแต่อดีต โดยเฉพาะในเรื่องของการทำร่ม ภาพแม่หญิงขี่รถถีบกางจ้องเคยเป็นภาพชีวิตจริงบนถนนสายนี้มา แต่เดี๋ยวนี้คงเปลี่ยนเป็นแม่หญิงใส่เสื้อแจ็กเก็ตขี่มอเตอร์ไซค์แทนที่ไป เรียบร้อยแล้ว
          ตลอดสองฟากฝั่งของถนนสายนี้ ในปัจจุบันได้กลายเป็นแหล่งผลิตสินค้าหัตกรรมขึ้นชื่อของเมืองเชียงใหม่ บางแห่งก็เปิดกิจการเป็นโรงงานขนาดย่อมกันเลย มีโรงสาธิตขั้นตอนการผลิตจริงให้ชม มีโชว์รูมและร้านจำหน่ายสินค้าหลากหลาย ตั้งแต่ผ้าฝ้าย ผ้าไหม เครื่องเขิน เครื่องเงิน เครื่องหนัง เครื่องปั้นดินเผา ร่มผ้า ร่มกระดาษสา จนกระทั่งอัญมณี ตามสองข้างทางจะเห็นรถทัวร์คันโตจอดรับส่งนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศกัน เนืองแน่นไปตลอดเส้นทาง

          อย่างไรก็ตาม ยังมีร้านเล็กร้านน้อยสำหรับนักท่องเที่ยวไทยอยู่มากมายหลายแห่งในบริเวณ ตลาดบ่อสร้างและในตัวอำเภอสันกำแพง  มีสินค้าพื้นเมืองและของที่ระลึกต่างๆ มากมายให้เลืิอกหาในราคาย่อมเยา
          เชียงใหม่วันนี้ แค่ในตัวเมืองและบริเวณชานเมืองรอบๆ ใกล้ๆ เท่านั้นก็มีอะไรต่อมิอะไรให้ตื่นตาตื่นใจกันได้มากมาย เขียนเล่าไปก็ยังไม่หมด ผู้เขียนเองขึ้นไปเที่ยวตอนหน้าฝนจริงๆ ขนาดได้ช่างภาพมือหนึ่งของเมืองไทย คือ คุณนพดล กันบัว ไปช่วยกันบันทึกภาพจริง ก็ยังลุ้นกันเหงื่อแตก เพราะท้องฟ้าครึ้มสลัวไม่อำนวยต่อการถ่ายภาพนัก แต่สำหรับส่วนตัวผู้เขียนกลับชอบมากกว่า เพราะอากาศไม่ร้อนจัด ไม่มีแสงแดดจัดให้รำคาญตา
          เที่ยวเชียงใหม่หน้าฝนจึงดีด้วยประการฉะนี้แล

แนะนำที่ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร พร้อมคูปองส่วนลดโรงแรม เพียบ

คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ได้ที่นี่ค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก

พักกายพักใจไปสัมผัส มนต์เสน่ห์แห่ง มัลดีฟส์

มัลดีฟส์

มัลดีฟส์
นางแบบตาแป๋ว

พักกายพักใจไปสัมผัส มนต์เสน่ห์แห่ง มัลดีฟส์ (ไทยรัฐ)

หลังเหนื่อยล้าจากการงานและเครียดกับปัญหาบ้านเมือง หลายคนแสวงหาสถานที่พักกายพักใจเพื่อชาร์จพลังให้ชีวิตกลับมามีชีวาอีกครั้ง สำหรับคนรักทะเล ชื่อของ มัลดีฟส์ คงอยู่ในลิสต์ต้นๆ ของเกาะในฝัน

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกันก่อน มัลดีฟส์ (Maldives) เป็นประเทศหมู่เกาะที่มีเกาะน้อยใหญ่ราว 1,190 เกาะ ตั้งเรียงรายอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย ใกล้กับประเทศศรีลังกา แต่มีเกาะที่ผู้คนอาศัยอยู่ได้เพียง 200 กว่าเกาะเท่านั้น หากรวมทั่วประเทศจะมีพื้นแผ่นดินอยู่ราว 300 ตารางกิโลเมตร มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุข

มัลดีฟส์
ฝูงฉลามน้อยออกล่าเหยื่อ

ประชากรราว 3.5 แสนคน นับถือศาสนาอิสลาม เมืองหลวงชื่อ มาเล (Male’) เวลาที่นั่นช้ากว่าเมืองไทยอยู่ 2 ชั่วโมง ชาวมัลดีฟส์ใช้ภาษาดิเวฮิและอังกฤษเป็นภาษาราชการ เนื่องจากเคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษถึง 79 ปี มีสกุลเงิน 1 รูฟียาห์ (MVR) มูลค่าแลกเปลี่ยนราว 3 บาท เศรษฐกิจที่นี่พึ่งพาการท่องเที่ยวและการประมงเป็นหลัก สินค้าสำคัญคือ ปลาทูน่า มะพร้าว ละผลิตภัณฑ์จากทะเล

มัลดีฟส์
สนามบินลอยน้ำของแท้

รัฐบาลมัลดีฟส์อนุญาตให้นักลงทุนชาวต่างชาติเช่าเกาะเพื่อพัฒนาเป็นที่พัก รองรับนักท่องเที่ยวแค่ 74 เกาะ หรือ 1 เกาะ 1 รีสอร์ท กฎคือทุกรีสอร์ทต้องดูแลสิ่งแวดล้อม ห้ามตัดต้นไม้ใหญ่ ระบบกำจัดขยะและน้ำเสียต้องได้มาตรฐาน ทุกรีสอร์ทจะมีเครื่องปั่นกระแสไฟฟ้าและผลิตน้ำประปาจากน้ำทะเลใช้เอง ส่วนโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ตจะใช้ระบบผ่านดาวเทียม หลายรีสอร์ทยังทุ่มทุนสร้างเขื่อนกันคลื่นไว้นอกชายฝั่ง กฎหมายด้านการท่องเที่ยวก็เข้มงวด การโดยสารเรือหรือเครื่องบินทะเล (Seaplane) ที่ต้องใช้เวลาเดินทางไปยังที่พักซึ่งอยู่ไกลเกิน 2 ชั่วโมง ถ้าค่ำมืดดึกดื่นเกิน 4 ทุ่ม นักท่องเที่ยวจะต้องนอนพักในโรงแรมที่เมืองมาเล ก่อน 1 คืน รุ่งสางถึงเดินทางต่อไปได้ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยเป็นหลัก

มัลดีฟส์
คู่รักโรแมนติก

เรา ทะยานออกจากสนามบินสุวรรณภูมิในช่วงเย็น ใช้เวลาบินลัดฟ้าราว 4 ชั่วโมง ก็มาถึงดินแดนพันเกาะในตอนค่ำ จากนั้นนั่งเรือสปีดโบ้ทต่อไปอีก 20 นาทีก็ถึง คลับเมด คานิ (Club Med Kani) ที่พักของเราในทริปนี้ แม้จะเป็นเกาะห่างไกลฝั่ง แต่ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบทุกอย่าง นักท่องเที่ยวจึงไม่รู้สึกอ้างว้างเหมือนถูกปล่อยเกาะ ผู้ชื่นชอบการท้าทายสายลมแสงแดดก็มีกิจกรรมกลางแจ้งให้เลือก อาทิ เรือใบ, วินด์เซิร์ฟ, คยัค, ว่ายน้ำ, กีฬาชายหาด, ดำน้ำตื้น, ดำน้ำลึก

ส่วนคนขี้เบื่อแต่ไม่อยากออกแรง ก็แค่ย้ายก้นไปนั่งจุ้มปุ๊กที่บาร์ริมหาด จิบเครื่องดื่มเย็นๆ ที่บริการฟรี พร้อมนั่งมองดูฉลามน้อยล่าเหยื่อก็เพลินไปอีกแบบ หรือจะไปนอนนวดในสปาก็เป็นการฆ่าเวลาที่ไม่เลว แต่หากใครอยากเหินฟ้าขึ้นดูมัลดีฟส์ในมุมสูง ติดต่อซื้อทัวร์บินไปกับซีเพลนได้จากที่พัก นักบินจะพาคุณร่อนเหนือหมู่เกาะน้อยใหญ่ราว 20 นาที ก่อนจะพากลับมาส่งในจุดเดิมอย่างปลอดภัย แต่ต้องแลกกับเงินในกระเป๋าที่หายไปเกือบครึ่งหมื่น!!!

มัลดีฟส์
สีสันบาร์ริมหาดยามค่ำ

มีโอกาสมาเยือนมัลดีฟส์ทั้งที ไม่ควรนอนเอกเขนกตีพุงอยู่แต่ในรีสอร์ทหรู ลองแวะไปดูวิถีชีวิตของชาวพื้นเมืองมาเลดูบ้าง จะได้อะไรใส่สมองมากกว่าที่คิด และคุ้มกับค่าเงินที่เสียไป แค่นั่งเรือเร็วไป-กลับไม่เกินชั่วโมง และเปิดใจให้กว้างๆ ก็จะได้สัมผัสความจริงอีกด้านที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่เคยรับรู้ เมืองมาเลไม่ใหญ่โตโอ่อ่าแต่น่ารัก เดินเรื่อยๆ ไปตามถนนแคบๆ สัก 45 นาที ก็วนได้รอบเกาะแล้ว ชาวเมืองมีอัธยาศัยไมตรีและรอยยิ้มให้นักท่องเที่ยวเสมอ

ตลาดปลาเป็นจุดแรกที่ควรไปดู ที่นี่สะท้อนวัฒนธรรมการกินอยู่ของคนมัลดีฟส์ขนานแท้ดั้งเดิมได้ดีที่สุด เห็นปลาทูน่าสดๆ ตัวโตๆ เนื้อแน่นๆ แล้วน้ำลายไหล คิดถึงรสชาติซาซิมิขึ้นมาจับใจ ใกล้กันในย่านท่าจอดเรือประมง ที่นี่จะได้ชมวิถีชีวิตชาวเกาะห่างไกล แวะเวียนมาซื้อข้าวของเครื่องใช้กลับ บ้านกันอย่างคึกคัก เห็นแล้วแอบอิจฉาชีวิตพอเพียงที่มีอิสรเสรี ได้พายเรือไม้ลำเล็กคู่กายท่องไปในทะเลกว้างตามหัวใจเรียกร้อง

มัลดีฟส์
ลูกค้าเลือกซื้อทูน่าในตลาดปลา

มามัลดีฟส์อย่าฝันถึงการช็อปปิ้ง เพราะเหลือบตาแลสินค้าส่วนใหญ่ล้วนประทับตรา เมดอินไชน่า, เวียดนาม และไทยแลนด์ ของที่ระลึกก็ขนข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากเจเจ (จตุจักร) และย่านประตูน้ำบ้านเรา บางชิ้นยังไม่แกะป้ายราคาเก่าออกเลย ฉะนั้น สิ่งที่ควรนำกลับไปมากที่สุดคือประสบการณ์ในการเดินทาง ความทรงจำและภาพถ่ายสวยๆ

มัลดีฟส์
รอยยิ้มพิมพ์ใจจากสาวมาเล

หาย สงสัยแล้วว่าทำไมมัลดีฟส์ ถึงเป็นเกาะสวรรค์ในฝันของนักเดินทาง เพราะความที่อยู่โดดเดี่ยวกลางมหาสมุทร มีหาดทรายขาวละเอียดทอดตัวยาวเหยียดให้เดินเล่นนุ่มเท้า เกลียวคลื่นสาดซัดฟองขาวกระจายเข้าหาฝั่ง เมฆขาวลอยเด่นบนท้องฟ้าตัดกับสีน้ำเงินเข้มของน้ำทะเลใสแจ๋ว มองเห็นฝูงปลาสีลูกกวาดแหวกว่ายหยอกล้อไปมาตามแนวปะการัง ยิ่งยามเย็นหลายคู่เดินจู๋จี๋บนหาดงามในยามตะวันลับฟ้าแล้วตาร้อนผ่าว คิด ถึงคำพูดของใครบางคนที่ว่า “อาทิตย์ตกดินที่ไหนก็เหมือนกัน แต่จะสวยและโรแมนติกหรือไม่ ขึ้นอยู่ที่ว่าไปดูกับใคร” อืม… ท่าจะจริงแฮะ

มัลดีฟส์
มาเลเมืองหลวงมัลดีฟส์

ยังไม่รู้ว่าอีก 50 ปีข้างหน้า ดินแดนเกาะสวาทหาดสวรรค์แห่งนี้จะจมหายใต้ผืนน้ำสีคราม กลายเป็นตำนานให้เล่าขานเหมือนทวีปแอตแลนติส ตามคำบอกเล่าหรือไม่ พราะหากโลกยังร้อนขึ้นเรื่อยๆ คนที่นี่ก็คงไม่ใช่ผู้กุมชะตากรรมตัวเองไว้เพียงฝ่ายเดียว แต่มันตกอยู่ในกำมือของมนุษยชาติ ที่จะมีส่วนช่วยกันประคับประคองให้แผ่นดินมัลดีฟส์ ได้มีโอกาสปรากฏบนแผนที่โลกต่อไปหรือไม่ต่างหาก

อยากรู้เรื่องราวของมัลดีฟส์เพิ่มเติม ลองคลิกไปที่ http://www.paimaldives.com/ หรือโทร.0-2935-5700 จะได้รับความกระจ่างมากขึ้น

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

สะบายดี ณ เชียงคาน

คิดถึง ณ เชียงคาน (กรุงเทพธุรกิจ)

ปายแห่งลุ่มน้ำโขง…คู่แฝดหลวงพระบาง…น้องสาววังเวียง ฯลฯ สารพัดคำเปรียบที่ “คนอื่น” ใช้นิยามถึง “เชียงคาน” ในขณะที่ “เจ้าของบ้าน” พยายามตะโกนร้องบอกกับทุกคนว่า “เชียงคาน” คือ “เชียงคาน” ไม่ได้เป็นอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคตของใคร เพราะฉะนั้น กรุณาอย่าคาดหวัง!!

ไม่ ปฏิเสธว่าฉันเองก็แอบจินตนาการถึงเมืองเล็กๆ แห่งนี้อยู่เหมือนกัน แต่ “จินตนาการ” ไม่ได้แปลว่า “คาดหวัง” ผลลัพธ์ประเภทที่ว่าเจ็บปวด เสียใจ จึงไม่อาจใช้ได้กับภาพที่วาดไว้ในความคิด แล้วอย่างนี้ความจริงที่เจอจะส่งผลอย่างไรกับภาพในจินตนาการ บอกได้คำเดียวเลยว่า มันช่วย “เติมเต็ม” ให้ภาพนั้นดูสมบูรณ์มากขึ้น

สะบายดี เชียงคาน
ถ้า แคสเปอร์ เดวิด ฟรีดดริก (Caspar David Friedrich) ไม่ด่วนจากโลกนี้ไปก่อน ฉันคงทึกทักเอาว่า ภาพตรงหน้าเป็นผลงานเสมือนจริง ที่หลุดมาจากการตวัดพู่กันของศิลปินชาวเยอรมันยุคโรแมนติกคนนี้แน่ๆ ฟรีดดริก เป็นจิตรกรที่ชอบวาดภาพธรรมชาติ และผลงานที่ทำให้คนทั่วโลกรู้จักดี นั่นก็คือ Wanderer Above the Sea of Fog หรือ นักเดินทางผู้เฝ้ามองทะเลหมอก

ฉันไม่ใช่นักเดินทางในผลงานชิ้นเอก แต่กำลังยืนดูทะเลหมอกจากไอฝนที่กำลังห่มคลุมเส้นเลือดสายใหญ่ที่ใครๆ ต่างเรียกมันว่า แม่น้ำโขง

“เชียงคานสวยทุกฤดู” เสียงของพี่ชายชาวเชียงคาน ทำให้ฉันต้องก้มหัวให้กับคำกล่าวอ้างนั้นจริงๆ เพราะแม้จะต้องเสียเหงื่อไปกับความรุ่มร้อนในตอนบ่าย สายฝนแห่งความฉ่ำเย็นที่เทกระหน่ำลงมาในยามค่ำ กลับทำให้ภาพของเชียงคานเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ

เชียงคาน เป็นอำเภอเล็กๆ อำเภอหนึ่งของจังหวัดเลย ที่ตั้งอยู่อย่างสงบงามริมแม่น้ำโขง จากประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนานทำให้เข้าใจว่า “ราก” สำคัญต่อการมีอยู่ของชาวเชียงคานอย่างไร ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นบ้านเชียงคาน ภาษาเชียงคาน อาหารเชียงคาน การละเล่นเชียงคาน หรืออะไรก็ตามที่เป็นเชียงคาน สะท้อนให้เห็นถึงความเคารพที่คนไทเชียงคานยุคปัจจุบันพึงมีต่อบรรพบุรุษ เชียงคานได้ชัดเจน นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากชาวเชียงคานบางกลุ่มจะลุกขึ้นมาต่อต้านกระแสธารแห่งการท่องเที่ยวอันไร้ ขีดจำกัด ที่ไหลบ่าเข้ามาอย่างรวดเร็วราวกับน้ำป่าในช่วงปีที่ผ่านมา

” ไม่ได้แปลว่าการท่องเที่ยวไม่ดี คนเฒ่าคนแก่ดีใจที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามา แต่ไม่อยากให้มาเปลี่ยนเชียงคาน” ดวง-ธนภูมิ อโศกตระกูล ลูกหลานชาวเชียงคาน บอก

ดวง เป็นหนึ่งในสมาชิกชาวเชียงคานรุ่นใหม่ที่พยายามผลักดันให้เกิดการตั้ง “กลุ่มคนเชียงคานรักเมือง” ขึ้น เพื่อดูแลรักษาสภาพเมืองเชียงคานให้คงอยู่อย่างเดิมตลอดไป ซึ่งนอกจากจะดูแลแล้วยังเฝ้าระวังไม่ให้ “คนนอก” มาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชาวเชียงคานที่แท้จริงด้วย

ระหว่างสนทนา ดวง พาฉันเดินสำรวจเมืองเชียงคานไปพร้อมกัน ผังเมืองเชียงคานอาจจะไม่แตกต่างจากเมืองริมน้ำอื่นๆ มากนัก คือมีถนนเส้นเลียบชายโขง ที่ชาวเชียงคานเรียก ว่า ถนนหลุ่ม (ล่าง) เป็นเส้นที่มีเรือนแถวโบราณอยู่มากที่สุด ซึ่งจุดนี้เองที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วสารทิศให้แวะเวียนมาเยี่ยมเยือนเชียงคาน ส่วนถนนคมนาคมสายหลัก หรือถนนเทิง (บน) นั้น เป็นชุมชนเมืองที่ความเจริญเข้าถึง บ้านเรือนส่วนใหญ่จึงก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ สีสันฉูดฉาด ไม่ต่างกับเมืองอื่นๆ ของไทย

สังเกต ว่าบ้านแต่ละหลังค่อนข้างชำรุดทรุดโทรมมาก อาจจะด้วยกาลเวลาที่ผ่านมาเนิ่นนานนั่นเอง เจ้าถิ่นบอกว่าคนเชียงคานค่อนข้างมีฐานะ เพราะฉะนั้นจะไม่ยอมขายบ้านให้กับคนต่างถิ่น อย่างมากคือให้เช่า และเก็บไว้เป็นมรดกตกทอดสู่ลูกหลาน

แม่กุญแจขนาดใหญ่ที่ปิดตายบ้านหลายหลัง ทำให้ดูคล้ายกับไม่มีคนอยู่ แต่จริงๆ แล้วบ้านเก่าทุกหลังมีเจ้าของ ฉันเห็นร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึกหลายร้านแทรกตัวอยู่กับบ้านโบราณในย่านนี้ แต่ละร้านตกแต่งให้มีเสน่ห์ต่างกันไป บางร้านคงรูปแบบเดิมไว้อย่างเงียบงาม ในขณะที่บางร้านปรุงโฉมบ้านเก่าจนมองเค้าเดิมแทบไม่ออก ดีหรือไม่ อยู่ที่วิจารณญาณของแต่ละคน สำหรับฉันประมาณนี้กำลังดี

วันวานและพรุ่งนี้

จากเอกสารที่ วัดศรีคุณเมือง ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ของอำเภอเชียงคาน เล่าถึงการสร้างเมืองเชียงคานที่ปรากฎในพงศาวดารล้านช้าง สรุปความได้ว่า “ขุนคาน” เป็นโอรสของ “ขุนครัว” แห่งอาณาจักรล้านช้าง โดยขุนคานเป็นผู้สร้างบ้านแปงเมืองเชียงคานขึ้นมา ในตอนแรกนั้นเมืองเชียงคานตั้ง อยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง (ฝั่งลาว) ต่อมาปี 2436 (รศ.112) ฝรั่งเศสได้เข้ามาทำสงครามและยึดครองดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงทั้งหมด ตามสนธิสัญญา ชาวเมืองเชียงคานทั้งหมดจึงได้อพยพหนีภัยมาสร้างเมืองเชียงคานใหม่ หรือเมืองปากเหือง ที่บริเวณปากแม่น้ำเหือง จนเมื่อฝรั่งเศสรุกหนัก จากบ้านปากเหือง แขวงไซยะบุรี ชาวบ้านจึงพากันหนีอีกรอบมาตั้งบ้านอยู่ที่บ้านท่านาจันทร์ บริเวณฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองเชียงคานปัจจุบันราว 2 กิโลเมตร

ดูเหมือนว่า ชาวเชียงคานจะมีชีวิตอยู่กับการหนีมาตลอด และทุกครั้งที่หนีมาจากการรุกรานของ “คนอื่น”
“ตอนนี้เริ่มมีนายทุนเข้ามาติดต่อ แต่ชาวบ้านยังรวมพลังที่จะไม่ขาย” ดวง บอกเสียงเรียบ

“ยายไม่ขายหรอก คนเชียงคานเขาก็ไม่มีใครขาย” ยายเสงี่ยม ตอบคำถามคนต่างถิ่นอย่างฉัน แล้วพอถามว่า ทำไม ยายบอกว่า “ไม่ได้เดือดร้อน ถ้าขายแล้วจะไปอยู่ไหน” ฉันสะอึกกับคำตอบ ภาพชาวเชียงคานที่เคยวิ่งหนีฝรั่งบ้าอำนาจวนกลับเข้ามาในความคิด ถ้าวันนี้คนเชียงคานตัดสินใจขายบ้าน ชะตากรรมก็คงไม่ต่างจากบรรพบุรุษที่เร่ร่อนหาที่อยู่เพียงเพื่อให้พ้นเงื้อม มือของต่างชาติ

อาหาร มือเช้าครบรสไปด้วยสาระและความบันเทิง มันไม่ได้หรูหราเหมือนนั่งกินอยู่ในภัตตาคาร หรือล้อมวงคุยกันในบ้านหลังใหญ่ แต่มื้อเช้าแสนพิเศษของฉันอยู่บนศาลากลางวัดศรีคุณเมือง ใช่แล้ว…ฉันกำลังกินข้าวก้นบาตรพระ

“กินข้าวในวัดนี่แหละดี มีอาหารพื้นบ้านให้กินเยอะแยะ มาเชียงคานแล้วต้องกินอาหารเชียงคานนะ” บุรุษหนุ่มสายเลือดเชียงคาน บอก

จะปฏิเสธก็กลัวเสียน้ำใจ มื้อนั้นฉันจึงได้นั่งอร่อยไปกับเมนูอาหารเฉพาะถิ่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น หยู่ปลาทู (น้ำพริกปลาทูแบบแห้ง), เอาะหลาม หรือซั้ว หรือต้มซั้ว (คล้ายๆ แกงเลียง แต่ไม่ใส่พริกไทย), บ่นปลา(คล้ายๆ แจ่วปลา), หมกปลา, อั่วะเนื้อ, แจ่วหมากเผ็ดใหญ่ (แจ่วพริกเม็ดใหญ่) ฯลฯ ทั้งหมดกินกับข้าวเหนียว และอาหารมื้อนั้นก็ไขข้อสงสัยของฉันที่มีมาตั้งแต่เช้าว่า ทำไมคนที่นี่จึงใส่บาตรเฉพาะข้าวเหนียว ดูแล้วไม่ต่างจากใส่บาตรที่หลวงพระบางเลย

” คนเชียงคานจะใส่ข้าวเหนียวอย่างเดียว กับข้าวกับขนมหวานเอามาถวายที่วัด ถวายเสร็จบางวันก็ฟังเทศน์ฟังธรรมต่อไปเลย” คุณยายท่านหนึ่ง บอก

หลังอิ่มเอมกับอาหารมื้อพิเศษ ฉันจึงมีโอกาสได้ชมวัดเก่าแก่แห่งนี้แบบเต็มตา…

วัดศรีคุณเมือง อยู่บริเวณถนนศรีเชียงคาน ซอย 7 สร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2485 วัดนี้เป็นแหล่งรวมงานศิลปะทั้งแบบล้านนาและล้านช้างไว้มากมาย ที่น่าสนใจคือ พระพุทธรูปไม้จำหลักลงรักปิดทอง ปางประทานอภัยแบบล้านช้าง ฉันมองขึ้นไปที่ผนังด้านหน้าอุโบสถ เห็นภาพจิตรกรรมฝาผนังปรากฎอยู่เต็มหน้าบัน ภาพทั้งหมดเป็นภาพนิทานชาดก ชุดพระเจ้าสิบชาติ แต่ที่น่าสนใจคือ สังเกตว่ามีรูปรถตุ๊กตุ๊กอยู่ที่ด้านล่างของภาพด้วย แสดงว่าภาพเหล่านี้เป็นภาพวาดสมัยใหม่ หรือไม่ก็อาจจะมีการแต่งเติมลงไป

จาก ซอยเย็น ดวง พาเราย้อนกลับไปที่ ซอย 0 แปลกแต่จริงที่เชียงคานมีซอย 0 ด้วย เจ้าถิ่นเองก็ไม่ทราบที่มา แต่เห็นว่าแปลก จึงพามาชม ใกล้ๆ ซอย 0 เป็นร้านขายข้าวหลามยาว อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของเชียงคาน ดวง บอกว่าในอดีตเมื่อชาวเชียงคานจะไปเยี่ยมญาติต่างถิ่น ของฝากที่ติดไม้ติดมือไปนั่นคือ ข้าวหลามยาว และโดนัททำมือ

แต่ในบรรดาของกินที่ได้ลองลิ้มชิมรส ฉันค่อนข้างชอบ “ข้าวปุ้นฮ้อน” ที่สุด เพราะแปลกและอร่อย สามารถเลือกเส้นได้ตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็น แมงด๊องแด๊ง (เส้นเหมือนเกี้ยมอี๋), หัวไก่โอก (เส้นใหญ่ปั้นกลมเหมือนลูกชิ้น) หรือเส้นธรรมดา (คล้านซ่าหริ่ม) กินกับน้ำจิ้มคลุกพริกสด มะนาว น้ำปลา น้ำตาล แค่นี้ก็แซบได้ถึงใจ

“ถ้ามาเชียงคานแล้วไม่ได้กินข้าวปุ้นน้ำแจ่ว ถือว่ามาไม่ถึงเชียงคาน” บางคนเคยโฆษณาไว้อย่างนั้น แต่ในฐานะนักเดินทางผู้นิยมมังสวิรัติ (มังเขี่ย-เขี่ยหมู เขี่ยไก่) ขอปรับเนื้อหานิดหน่อยว่า “มาเชียงคานแล้วไม่ได้กินข้าวปุ้นฮ้อน ถือว่ามาไม่ถึงเชียงคาน” แค่นี้ก็ทำให้ฉันมาถึงเชียงคานได้อย่างสมบูรณ์(ว่าไปนั่น)

รักเชียงคานต้องขี่ (จักรยาน)

ของฝากเชียงคานนอกจากอาหารแล้วยังมีผ้าห่มนวม ผ้าห่มที่ชาวบ้านยืนยันนักหนาว่า อุ่น นุ่ม กว่าที่ไหนๆ

“เมื่อก่อนเชียงคานค้าขายฝ้าย ปลูกฝ้ายขาย แต่พอมีนายทุนมาซื้อที่ดินชายโขงที่เคยเป็นไร่ฝ้าย ตอนหลังเราจึงต้องซื้อฝ้ายจากที่อื่น” ชาวเชียงคาน สะท้อน

แม้วัตถุดิบจะต้องนำเข้า แต่ฝีมือแรงงานยังเป็นของชาวเชียงคานล้วนๆ อย่างที่ร้านนิยมไทย ก็เป็นหนึ่งในร้านจำหน่ายผ้าห่มนวมคลาสสิคที่สามารถเข้าไปชมกรรมวิธีการทำ ได้ และเมื่อฉันลองเข้าไปนั่งดูใกล้ๆ ก็พบว่า การถักทอผ้านวมแต่ละผืน ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

“อยากเห็นโรงหนังเก่ามั้ย” พี่ชายคนเดิมชวน ไม่ลังเลเราหันหัวรถถีบไปยังจุดหมายปลายทางใหม่ทันที
สุวรรณ รามา เป็นโรงหนัง 1 ใน 2 แห่งที่มีในเชียงคาน ดวงบอกว่า สมัยนั้นเชียงคานยัง ไม่มีแหล่งบันเทิง โทรทัศน์ก็มีน้อย ผู้คนจึงนิยมซื้อตั๋วเข้ามาดูหนัง บางเรื่อง 3 บาท บางเรื่อง 4 บาท ซึ่งบางเรื่องก็ได้รับความนิยมมากขนาดฉายแบบรอบชนรอบเลยทีเดียว

” ตอนนี้เป็นร้านกาแฟโบราณ แต่ก็เอาข้าวของเครื่องใช้สมัยเป็นโรงหนังมาจัดแสดง มีตั๋วเก่าด้วย มีเครื่องฉาย ตอนนี้โรงหนังปิดไปแล้ว เปลี่ยนมาเป็นสนามแบดมินตัน เพราะความบันเทิงต่างๆ เข้ามา”

ฉันเดินชมอดีตของสุวรรณรามาอย่างเพลิดเพลิน จนลืมเวลาว่าจะต้องขี่จักรยานปีนเขาขึ้นไปนมัสการพระที่ “วัดท่าแขก” ซึ่งวัดท่าแขกเป็นวัดเก่าแก่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ห่างจากตัวเมืองเชียงคานไป ประมาณ 2 กิโลเมตร สังเกตง่ายๆ คืออยู่ก่อนถึงหมู่บ้านน้อยและแก่งคุดคู้ วัดนี้เป็นวัดธรรมยุติ ภายในโบสถ์มีพระพุทธรูป 3 องค์ ที่สกัดจากหินทรายทั้งก้อน เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ มีอายุประมาณ 300 กว่าปี เห็นแล้วอดทึ่งในฝีมือของช่างโบราณไม่ได้

ลงจากเขาเรามุ่งหน้าฝ่าลมแรงไปที่ “แก่งคุดคู้” ซึ่งเป็นแก่งหินขนาดใหญ่กลางลำน้ำโขง มองไปเห็นภูเขาสูงใหญ่วางทับซ้อนกันดูสวยงาม มีสายหมอกลอยระเรี่ยอยู่ลิบๆ ฉันมองลงไปที่แก่งคุดคู้ กระแสน้ำบริเวณนั้นค่อนข้างเชี่ยว กอปรกับฝนที่เริ่มลงเม็ด ทำให้เรามีเวลาเก็บความรู้สึกอยู่ได้ไม่นาน แต่ก็พอทันได้สังเกตว่า มีรถยนต์หลายคันจอดอยู่กลางหาดริมโขง ซึ่งไม่น่าจะเป็นภาพที่ชวนพิสมัย เพราะทำให้ทัศนียภาพสูญเสียความงามไปอย่างสิ้นเชิง

ฝน ซาฟ้าสว่างเราปั่นจักรยานกลับมาที่ถนนเชียงคานล่างอีกครั้ง ความเมื่อยล้าทำให้ต้องหาที่บีบนวดกันเล็กน้อย ไม่ผิดหวัง “คิดถึง ณ เชียงคาน” เป็นสวรรค์ที่ฉันค้นพบ นอกจากจะเป็นร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึกสไตล์คนเมืองเชียงคานแล้ว ด้านในยังมีบริการนวดแบบที่เรียกว่า “ยองเส้นให้แหลว” อีกด้วย

“ก็เหมือนนวดเส้นให้เหลว คลายกล้ามเนื้อ ป้าเน้นนวดเท้า เพราะเท้าคือศูนย์รวมของประสาททุกส่วน ป้านวดที่นี่แล้วก็มีสอนด้วย ในเชียงคานถามได้เลยป้าก้อยมือหนึ่งเรื่องนวดอยู่แล้ว” ป้าก้อย – อุไรรัตน์ มั่งมีศรี หมอนวดมือทอง ว่าอย่างนั้น ไม่พูดพร่ำป้าก้อยลงมือนวดอย่างขันแข็ง

จริงๆ เชียงคานยังมีเรื่องราวให้พูดได้ไม่รู้จบ เวลาเพียงแค่ 2-3 วัน คงไม่สามารถเข้าถึงคำว่า “เสน่ห์” ของเชียงคานได้ อาจต้องใช้เวลาเป็นเดือน เป็นปี หรือเป็นสิบปี กว่าจะถ่องแท้กับความรู้สึกนี้ เหมือนกับที่ชาวเชียงคานสะท้อนไว้

” รักเชียงคานจริง ต้องเฝ้าทะนุถนอม ดูการเติบโตอย่างช้าๆ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป  เติบโตอย่างแข็งแรง มีคุณภาพ รู้ทิศทาง ควบคุมตัวเองได้ ให้เชียงคานเป็นเชียงคาน อย่าไปเสริมเติมแต่งจริตให้มากเกิน มิฉะนั้น เสน่ห์เชียงคานจะจางหาย”

การเดินทาง

เชียงคานเป็น เมืองชายโขงที่กำลังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมาก สามารถเดินทางไปได้ทั้งทางรถยนต์และรถประจำทาง รถยนต์แนะนำให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (ถนนมิตรภาพ) ผ่านสระบุรี อ.ปากช่อง แล้วแยกซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 201 ที่อำเภอสีคิ้ว ขับตรงไปผ่านอำเภอด่านขุนทด อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ใช้เส้นทางเดิมผ่านอำเภอภูเขียว จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 12 ผ่านอำเภอชุมแพ ก่อนจะเปลี่ยนเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 201 ผ่านอำเภอภูกระดึง อำเภอวังสะพุง ผ่านตัวเมืองจังหวัดเลย แล้วขับตรงต่อไปเส้นเดิมราว 47 กิโลเมตร ก็จะถึงเชียงคาน

หากไปรถประจำทาง มีรถปรับอากาศให้บริการมากมาย รถ บขส. 999 โทร. 0-2936-2841-8, 0-2936-0657 ต่อ 605 รถทัวร์แอร์เมืองเลย โทร. 0-2936-0142 หรือสอบถามที่ ททท. สำนักงานเลย (เลย-หนองบัวลำภู) โทร. 0-4281-2812, 0-4281-1405


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

โดย : นิภาพร ทับหุ่น


[direct=http://www.thaigatpat.com]Free blog[/direct]